ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13
Email: christiansiam@gmail.com

คำเทศนา - หุบเขาเงามัจจุราช ตอนที่ 1

คำเทศนาประจำวันที่ 30 มีนาคม 2568

โดย ดร. จิโรจ บงกชมาศ



สดุดี 23:1-6


สรุปคำเทศนา - หุบเขาเงามัจจุราช ตอนที่ 1

บทนำ: ความหมายของประสบการณ์ผ่านปัญหาในชีวิต (สดุดีบทที่ 23)

เช้านี้เราจะมีการฟังพระวจนะพระเจ้าในหัวข้อใหม่ด้วยกัน ความจริงแล้วเราแต่ละคนต่างมีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น บางคนอาจมีปัญหาเล็ก บางคนมีปัญหาใหญ่ และหลายครั้งเมื่อคนของพระเจ้าไปอ่านพระคัมภีร์ เมื่อเขาเจอปัญหาในชีวิตโดยเฉพาะปัญหาใหญ่ เขามักตั้งชื่อให้กับปัญหานั้น เปรียบเหมือนหลายคนตั้งชื่อให้รถ ตั้งชื่อให้บ้าน หรือตั้งชื่อให้โทรศัพท์ ภรรยาผมเองก็ตั้งชื่อให้รถเหมือนกัน และบางคนก็มีการตั้งชื่อสิ่งต่างๆ ในชีวิต


ในพระคัมภีร์ เปาโลเคยเจอปัญหาหนึ่ง ปัญหาหนักในชีวิต และเขารู้สึกว่าปัญหานั้นทำให้เขาอ่อนแอ เขาตั้งชื่อปัญหานั้นว่า “หนามใหญ่” ซึ่งปรากฏใน 2 โครินธ์ 12:7-8


ส่วนชนชาติอิสราเอล เมื่อออกจากอียิปต์ ข้ามทะเลแดง และเข้าไปสู่ถิ่นทุรกันดาร พวกเขาเดินทางอยู่หลายวันโดยไม่มีน้ำ จนวันหนึ่งพบบ่อน้ำและดีใจมาก แต่เมื่อรีบดื่มกลับพบว่าน้ำนั้นขม พวกเขาจึงเรียกตำบลนั้นว่า “มารา” แปลว่า “ขม” เป็นประสบการณ์แห่งความขมที่ถูกตั้งชื่อไว้


กษัตริย์ดาวิดเอง เมื่อพบปัญหาใหญ่ในชีวิต ปัญหาที่หนักมากจนทำให้เขาเกือบจะตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ เขาตั้งชื่อประสบการณ์ครั้งนั้นว่า “หุบเขาเงามัจจุราช” ภาษาอังกฤษคือ “the valley of the shadow of death” ซึ่งหากแปลตรงตัวคือ “หุบเขาเงาแห่งความตาย” แต่ภาษาไทยใช้คำว่า “มัจจุราช” ซึ่งแปลว่าความตาย หรือหมายถึงเจ้าแห่งความตาย เป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุด เพราะไม่มีใครหนีพ้น


ดาวิดกำลังบรรยายว่าเขาเผชิญปัญหาใหญ่ ปัญหานี้อาจทำให้เขาตายก็ได้ ไม่ว่าปัญหาของเราจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งที่ควรรู้คือพระเจ้าอยากช่วยให้เราพ้นจากปัญหา พระองค์อยากให้เราออกจากปัญหาและเติบโตขึ้นพร้อมรับพระพรมากขึ้น


เช้านี้เราจะศึกษาเรื่อง “หุบเขาเงามัจจุราช” ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดาวิดเขียนไว้ในสดุดีบทที่ 23


สดุดีบทที่ 23 — บทเพลงสรรเสริญท่ามกลางความมืด

ผมจะอ่านพระธรรมให้ฟังก่อน:


“พระยาห์เวห์ทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ พระองค์ทรงคืนความสดชื่นแก่ชีวิตข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ แม้ข้าพระองค์จะเดินฝ่าหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์ปลอบโยนข้าพระองค์ พระองค์ทรงจัดเตรียมโต๊ะอาหารให้ข้าพระองค์ ต่อหน้าต่อตาคู่อริของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน ถ้วยของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่ แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์สืบไปเป็นนิตย์”


เมื่อดาวิดพบกับปัญหา “หุบเขาเงามัจจุราช” สิ่งที่เขาทำคือเขียนบทเพลงนี้ เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า


สดุดีบทนี้มีสองสิ่งสำคัญที่เราจะเรียนรู้ด้วยกัน


1. บริบทของสดุดีบทที่ 23

หลายคนเชื่อว่าดาวิดเขียนสดุดีบทนี้ในวัยชรา หลังจากผ่านประสบการณ์ชีวิตอย่างโชกโชน ตั้งแต่จุดต่ำสุดคือเป็นเด็กเลี้ยงแกะที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีสถานภาพ ไม่มีเงิน ไม่มีหน้าตา จนพระเจ้าพาเขาขึ้นมาถึงจุดสูงสุดคือได้เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล


แต่แม้จะเป็นกษัตริย์ ชีวิตของดาวิดก็ไม่ราบรื่น เขาถูกซาอูลตามฆ่าเพราะความอิจฉา ต่อมามีเหตุการณ์ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นบริบทของสดุดีบทนี้ นั่นคืออับซาโลม ลูกชายของดาวิดก่อกบฏ ต้องการฆ่าพ่อเพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์


ดาวิดเจอจุดต่ำสุดอีกครั้ง คนที่ตามฆ่าเขาครั้งนี้ไม่ใช่ศัตรูภายนอก แต่เป็น “ลูกชายของเขาเอง” สิ่งนี้ทำให้ดาวิดใจแตกสลาย เขาไม่กล้าสู้กลับ เพราะไม่อยากฆ่าลูกชาย เขาหวังว่าวันหนึ่งอับซาโลมจะกลับใจ เขาจึงหนีออกจากพระราชวังด้วยน้ำตาและความเจ็บปวด


ใน 2 ซามูเอล บทที่ 15 บรรยายเหตุการณ์ที่ดาวิดเดินหนีไปยังถิ่นทุรกันดารด้วยความเศร้าและหวาดกลัว เป็นประสบการณ์ที่ทั้ง “เฉียดตาย” และ “ใจแตกสลาย” พร้อมกัน


ดาวิดเรียกประสบการณ์ครั้งนี้ว่า “หุบเขาเงามัจจุราช” เพราะมันเป็นปัญหาที่เขา “ไม่สามารถเอาชนะได้” หากเขาชนะด้วยการฆ่าลูกชาย เขาก็จะเป็นฝ่ายแพ้ในความเป็นพ่อ


นี่จึงเป็นปัญหาที่ต้อง “เดินผ่าน” ไม่ใช่ “ต่อสู้เอาชนะ”


หลายปัญหาในชีวิตเราก็เช่นกัน:


  • ถ้าสู้ ก็แตกหัก
  • ถ้าชนะ ก็แพ้ในความสัมพันธ์
  • ถ้าฝืนต่อสู้ ก็ไม่มีใครชนะจริง

ดาวิดจึงเลือก “นิ่ง” “หนี” และ “หวังใจในพระเจ้า” เพื่อผ่านหุบเขานี้ไปให้ได้


ภาพเปรียบเทียบ: นักเลี้ยงแกะเดินผ่านหุบเขาแห่งความมืด

ในยุคโบราณ นักเลี้ยงแกะจะต้องพาฝูงแกะข้ามจากภูเขาหนึ่งไปยังอีกภูเขาที่อุดมสมบูรณ์กว่า แต่การไปถึงที่ใหม่ต้อง “เดินลงหุบเขา” ผ่านความมืด ความลึก และความเสี่ยงก่อนเสมอ


ดาวิดในฐานะอดีตเด็กเลี้ยงแกะ เข้าใจภาพนี้อย่างลึกซึ้ง และจึงใช้ภาพ “หุบเขาเงามัจจุราช” เพื่ออธิบายประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง


พระเจ้าอนุญาตให้เราเดิน “ผ่าน” ไม่ใช่ “ตกตาย” ในหุบเขา เพื่อจะพาเราไปยังภูเขาลูกใหม่ที่อุดมกว่าเสมอ


ตัวอย่างบุคคลในพระคัมภีร์ที่ผ่านหุบเขา

หลายคนในพระคัมภีร์ถูก “ซ่อน” ในถิ่นทุรกันดารก่อนที่พระเจ้าจะยกขึ้น เช่น:


  • ดาวิด หนีซาอูล 8 ปี
  • โมเสส อยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 ปี
  • เอลียาห์ หนีการตามฆ่าของเยซาเบล
  • ชนชาติอิสราเอล เดินในถิ่นกันดาร

หลายครั้งสถานที่ที่ยากที่สุด อาจเป็นสถานที่ที่พระเจ้าซ่อนเราไว้เพื่อปกป้อง เตรียม และสอนเรา


วันหนึ่ง พระเจ้าจะพาเราข้ามจากหุบเขาไปยังภูเขาลูกใหม่ ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้


2. ภาพรวมของสดุดีบทที่ 23

สดุดีบทนี้มี 6 ข้อ แต่เมื่อรวมกันแล้ว ดาวิดกำลังแบ่งปัน 3 ความจริงที่สำคัญสำหรับชีวิตคริสเตียน


2.1 ชีวิตกับพระเจ้าไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

สดุดี 23 แบ่งออกเป็น 3 ช่วง:


  • ทุ่งหญ้าเขียวสด — ช่วงอุดมสมบูรณ์
  • หุบเขาเงามัจจุราช — ช่วงมืดมน ยากลำบาก
  • เต็นท์ของพระเจ้า — ช่วงที่พระเจ้าต้อนรับ ให้ความอบอุ่น และหนุนใจ

ชีวิตคริสเตียนก็เป็นเช่นนี้


มีขึ้น มีลง มีล้ม มีฟื้น และท้ายที่สุดพระเจ้าจะนำเราไปถึงความอุดมสมบูรณ์ใหม่ทุกครั้ง


2.2 พระเจ้าอยู่ด้วยเสมอ

ข้อที่ 4 กล่าวว่า:


“เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับข้าพระองค์”


ประโยคนี้อยู่ตรง กึ่งกลาง ของบททั้งหมด ด้านหน้ามี 26 คำ ด้านหลังมี 26 คำ แสดงว่าดาวิด “ตั้งใจ” ให้ประโยคนี้เป็นหัวใจของบทเพลง


ความจริงสำคัญคือ:


  • สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่หุบเขา
  • สิ่งที่น่ากลัวคือ “พระเจ้าไม่ได้อยู่กับเรา”

ถ้าเราเดินกับพระเจ้า เราจะผ่านไปได้ แต่ถ้าเดินด้วยกำลังตัวเอง มักไปไม่ถึง ดาวิดยืนยันว่าไม่ว่าตนจะอยู่ที่ใด—ทุ่งหญ้า หุบเขา หรือเต็นท์—พระเจ้าอยู่ด้วยเสมอ


2.3 ความดีและความรักมั่นคงของพระเจ้าจะติดตามเรา

ข้อที่ 6 กล่าวว่า:


“ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป”


คำว่า “ติดตาม” ในภาษาฮีบรู คือภาพของ “การไล่ล่า” เหมือนหมาวิ่งไล่เราแบบไม่หยุด แต่สิ่งที่ไล่ดาวิดคือ:


  • ความดีของพระเจ้า
  • ความเมตตาของพระองค์

ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอะไร ความดีและความเมตตาวิ่งไวกว่าเสมอ ไล่ล่าเราเพื่อปกป้อง ให้อภัย และอวยพรเราไม่หยุด ดาวิดจึงมั่นใจว่าเขาไม่สามารถหนีความรักของพระเจ้าได้ และเขาจะอยู่ในพระนิเวศของพระองค์เสมอไป


บทสรุป: ความหวังในหุบเขา

เช้านี้ไม่ว่าคุณจะ:


  • อยู่ในทุ่งหญ้าเขียวสด
  • อยู่ในหุบเขาเงามัจจุราช
  • หรืออยู่ที่ใดในเส้นทางชีวิต

ขอให้คุณมั่นใจว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งคุณ


ความดีและความเมตตาของพระองค์ติดตามคุณอยู่เสมอ


วันหนึ่งคุณจะนั่งในเต็นท์ของพระเจ้า และพระองค์จะอวยพร ดูแล และหนุนใจคุณ


ขอให้คุณมีกำลังใจในเช้านี้ ในนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุบเขาเงามัจจุราช (สดุดีบทที่ 23)

1) หุบเขาเงามัจจุราชคืออะไร?

หุบเขาเงามัจจุราชคือประสบการณ์ปัญหาใหญ่ในชีวิตที่ดาวิดเผชิญ ปัญหาที่หนักมากจนทำให้เขารู้สึกว่าอาจถึงขั้นตายทั้งฝ่ายร่างกายและจิตใจ เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเดินผ่านความมืด ความเจ็บปวด และการทรยศจากคนที่รักที่สุด เช่น อับซาโลม ลูกชายที่ก่อกบฏและต้องการฆ่าเขา


2) ทำไมดาวิดถึงเรียกปัญหานี้ว่าหุบเขาเงามัจจุราช?

เพราะเขาต้องเผชิญกับสิ่งที่ทั้งลึก ทั้งมืด และอันตราย เปรียบเหมือนการเดินลงหุบเขาในถิ่นทุรกันดารที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง อีกทั้งปัญหาครั้งนี้ทำให้ดาวิดแทบจะหมดเรี่ยวแรงทั้งกายและใจ เขาไม่สามารถสู้กลับได้เพราะไม่อยากฆ่าลูกชาย และนี่คือปัญหาที่ “แม้เอาชนะได้ แต่เมื่อชนะก็แพ้” จึงต้องเลือกที่จะเดินผ่าน ไม่ใช่สู้เอาชนะ


3) พระเจ้ามีบทบาทอย่างไรในช่วงเวลาที่เราผ่านหุบเขา?

ดาวิดกล่าวชัดเจนว่า “เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับข้าพระองค์” พระเจ้าอยู่กับเขาทั้งในทุ่งหญ้าเขียวสดและในหุบเขาเงามัจจุราช สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ปัญหา แต่คือการที่พระเจ้าไม่อยู่กับเรา เมื่อพระเจ้าอยู่ด้วย เราสามารถเดินผ่านหุบเขาได้ และความดีรวมทั้งความเมตตาของพระเจ้าจะติดตามเราเสมอ


4) ทำไมพระเจ้าจึงอนุญาตให้เราผ่านหุบเขาแห่งความยากลำบาก?

เหมือนคนเลี้ยงแกะที่ต้องพาฝูงแกะข้ามจากภูเขาหนึ่งไปยังอีกภูเขาที่อุดมสมบูรณ์กว่า การจะไปถึงจุดที่ดีกว่าต้องเดินลงหุบเขามืดก่อน พระเจ้าจึงอนุญาตให้เราผ่านหุบเขาเพื่อเตรียมเรา พัฒนาเรา และซ่อนเราไว้เพื่อปกป้อง จนถึงวันหนึ่งที่พระองค์จะพาเราไปยังภูเขาที่อุดมกว่า


5) ความดีและความรักมั่นคงของพระเจ้าติดตามเราอย่างไร?

ดาวิดกล่าวว่า “ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป” คำว่าติดตามในภาษาฮีบรูแปลว่า “ไล่ล่า” เหมือนสิ่งที่วิ่งตามเราไม่หยุด ความดีคือความรักและความชอบธรรม ความเมตตาคือการให้อภัยและความอ่อนโยน ทั้งสองสิ่งนี้ไล่ล่าเราเพื่อปกป้องและอุ้มชู แม้ปัญหาจะตามเรา แต่ความรักของพระเจ้าวิ่งไวกว่าเสมอ


6) ทำไมดาวิดถึงไม่ต่อสู้กับอับซาโลม?

เพราะอับซาโลมเป็นลูกชายที่ดาวิดรักมาก เขาหวังว่าลูกจะกลับใจ ดาวิดจึงบอกทหารว่า “อย่าฆ่าอับซาโลม” แม้เขาจะมีโอกาสสู้และเอาชนะได้ แต่การชนะครั้งนี้เท่ากับการแพ้ในฐานะพ่อ เขาจึงเลือกหนีด้วยความเจ็บปวดและไว้วางใจในพระเจ้าแทน


7) ชีวิตของคริสเตียนควรเข้าใจสดุดีบทที่ 23 อย่างไร?

ดาวิดแบ่ง “การเดินกับพระเจ้า” เป็น 3 ช่วง คือ 1. ทุ่งหญ้าเขียวสด 2. หุบเขาเงามัจจุราช 3. เต็นท์ของพระเจ้า ชีวิตคริสเตียนจึงมีทั้งช่วงดี ช่วงยากลำบาก และช่วงฟื้นฟู แต่ทุกช่วงมีพระเจ้าสถิตอยู่ และทุกหุบเขาจะนำไปสู่ภูเขาที่ดีกว่าเสมอ



📖 อ่านคำเทศนาอื่น ๆ ในชุดนี้

ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน - เว็บสำหรับคนอยากรู้จักพระเจ้า
รวมคำเทศนา คำหนุนใจ และพระวจนะจากพระเจ้า โดย ดร.จิโรจ บงกชมาศ แห่งคริสตจักร Hope International Church Seattle เพื่อเสริมสร้างความเชื่อคริสเตียน รู้จักพระเยซู และเรียนรู้พระคัมภีร์ ติดต่อ: christiansiam@gmail.com