ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด
1 โครินธ์ 13:13
Email: christiansiam@gmail.com

คำเทศนา - ความเชื่อที่เห็นได้

คำเทศนาประจำวันที่ 26 กรกฎาคม 2569

โดย ดร. จิโรจ บงกชมาศ



ฮีบรู 11


สรุปคำเทศนา - ความเชื่อที่เห็นได้

ความเชื่อที่เห็นได้: เมื่อความรักต่อพระเจ้ากลายเป็นการเชื่อฟัง

ความรักและความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญในการเดินกับพระเจ้า แต่ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ คนอื่นไม่อาจมองเห็นได้โดยตรงว่าเรารักพระเจ้ามากเพียงใด หรือเรามีความเชื่อในพระองค์จริงหรือไม่


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เรามีความเชื่อหรือไม่” แต่คือ “ความเชื่อของเรามองเห็นได้หรือไม่”


พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นว่า ความรักและความเชื่อจะปรากฏออกมาให้เห็นผ่านสิ่งหนึ่ง นั่นคือ การเชื่อฟัง


พระเยซูตรัสไว้ในยอห์น 14:15 (ฉบับมาตรฐาน 2011) ว่า “ถ้าพวกท่านรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา” ความรักต่อพระเจ้าจึงไม่ใช่เพียงคำพูด ความรู้สึก หรือความประทับใจในใจ แต่เป็นพลังที่ผลักดันให้เราตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าตรัส


ความเชื่อที่แท้จริงจึงไม่หยุดอยู่ที่การเชื่อว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานหรือประทานพระพร แต่เป็นความเชื่อที่พร้อมทำตามพระวจนะ แม้เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ทั้งหมดที่อยู่ข้างหน้า


ความเชื่อที่เห็นได้คืออะไร

ความเชื่อที่เห็นได้ คือความเชื่อภายในจิตใจที่แสดงออกผ่านการตัดสินใจ การกระทำ และการเชื่อฟังพระเจ้า


ความเชื่ออาจเริ่มต้นจากการฟังพระวจนะ การเรียนรู้ และการยอมรับว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นความจริง แต่ความเชื่อนั้นยังไม่เกิดผลอย่างสมบูรณ์ จนกว่าเราจะนำสิ่งที่เชื่อออกมาปฏิบัติ


เราอาจเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เช่น


  • การถวายสิ่งดีที่สุดแด่พระเจ้า
  • การผูกพันตัวกับคริสตจักร
  • การประกาศข่าวประเสริฐ
  • การให้อภัยผู้อื่น
  • การใช้เวลากับพระเจ้า
  • การร่วมสามัคคีธรรม
  • การให้พระเจ้ามาก่อนในชีวิต
  • การอยู่เพื่อพระเจ้าและคนของพระองค์

เราอาจตอบว่าเราเชื่อสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด แต่คำถามคือ ความเชื่อเหล่านั้นได้ออกมาเป็นการกระทำแล้วหรือยัง


เมื่อความเชื่อยังอยู่แต่ในความคิด ความเชื่อนั้นยังมองไม่เห็น แต่เมื่อเราเริ่มปรับเปลี่ยนแผนการ ความคิด เวลา และการใช้ชีวิตเพื่อทำตามสิ่งที่พระเจ้าตรัส ความเชื่อจึงเริ่มปรากฏให้เห็น


ตัวอย่างความเชื่อและการเชื่อฟังในฮีบรูบทที่ 11

พระธรรมฮีบรูบทที่ 11 กล่าวถึงบุคคลหลายคนที่มีความเชื่อ แต่เมื่อพิจารณาชีวิตของแต่ละคน เราจะพบว่า ความเชื่อของพวกเขาไม่ใช่เพียงความรู้สึกหรือความคิดเห็นภายในใจ


ความเชื่อของพวกเขากลายเป็นการกระทำ


อาเบลถวายสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระเจ้า

อาเบลแสดงความเชื่อด้วยการนำเครื่องบูชาที่ประเสริฐกว่ามาถวายแด่พระเจ้า


ความเชื่อของอาเบลไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีอยู่ แต่ปรากฏออกมาผ่านสิ่งที่เขาเลือกถวาย การถวายของเขาแสดงให้เห็นว่าเขาเห็นคุณค่าของพระเจ้าและต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระองค์


อับราฮัมออกเดินทางเมื่อพระเจ้าทรงเรียก

เมื่อพระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมให้ออกจากที่เดิมและเดินทางไปยังแผ่นดินที่พระองค์จะประทานให้ อับราฮัมเชื่อฟังและออกเดินทาง แม้ยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดว่าจะต้องไปที่ใด


นี่คือภาพของความเชื่อที่เห็นได้อย่างชัดเจน


อับราฮัมไม่ได้รอจนกระทั่งเห็นแผนที่ทั้งหมด ไม่ได้รอจนกระทั่งเข้าใจทุกขั้นตอน และไม่ได้รอจนกระทั่งมั่นใจว่าจะไม่มีอุปสรรค เขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ จึงตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าตรัสด้วยการออกเดินทาง


โมเสสเลือกอยู่ฝ่ายประชากรของพระเจ้า

โมเสสเคยมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายของราชสำนักอียิปต์ แต่เมื่อเติบโตขึ้น เขาไม่ยอมให้ตำแหน่งหรือความสะดวกสบายกำหนดชีวิตของเขา


เขาเลือกที่จะร่วมทุกข์กับประชากรของพระเจ้า แทนที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับความเพลิดเพลินในความชั่ว


แม้โมเสสเคยทำผิดพลาดและควบคุมความโกรธไม่ได้ แต่เบื้องหลังการตัดสินใจของเขาคือความรักต่อคนของพระเจ้า และความต้องการใช้ชีวิตเพื่อพระองค์


ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อคนหนึ่งมีความเชื่อ เขาจะตอบสนองต่อสิ่งที่พระเจ้าตรัส สัญญา หรือบัญชาไว้


พระเยซูคือตัวอย่างสูงสุดของความเชื่อที่เห็นได้

พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างของทั้งความรักและความเชื่อที่มองเห็น สัมผัส และรับรู้ได้


เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในสวนเกทเสมนี หลังจากพระเยซูเสวยอาหารมื้อสุดท้ายกับเหล่าสาวก พระองค์เสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศและทรงอธิษฐาน ก่อนที่จะถูกจับ ถูกไต่สวน และถูกตรึงบนไม้กางเขน


พระองค์ทรงอธิษฐานว่า หากเป็นที่พอพระทัยของพระบิดา ขอให้ถ้วยนั้นเลื่อนพ้นไป แต่พระองค์ทรงลงท้ายด้วยการยอมจำนนว่า


“ข้าแต่พระบิดา ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (ลูกา 22:42 ฉบับมาตรฐาน 2011)


คำอธิษฐานนี้แสดงให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพระเยซูไม่ใช่ความสะดวกสบายหรือแม้แต่ชีวิตของพระองค์เอง แต่คือการทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา


พระองค์ทรงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าคือความทุกข์ ความอับอาย และความตาย แต่ความรักและความเชื่อของพระองค์ปรากฏออกมาผ่านการเชื่อฟัง


“ถ้วย” ในคำอธิษฐานของพระเยซูหมายถึงอะไร

ในพระคัมภีร์ คำว่า “ถ้วย” ไม่ได้หมายถึงเพียงภาชนะสำหรับใส่น้ำ แต่ถูกใช้เป็นภาพเปรียบเทียบถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดให้บุคคลหรือชนชาติหนึ่งได้รับ


สิ่งที่อยู่ในถ้วยอาจแตกต่างกันไป เช่น


  • พระพร
  • การจัดเตรียม
  • การปกป้อง
  • ความทุกข์
  • การลงโทษ
  • คำสั่งหรือหน้าที่ที่ต้องทำตาม

เมื่อคนหนึ่งดื่มจากถ้วย เขาย่อมได้รับผลของสิ่งที่อยู่ภายในถ้วยนั้น


ถ้วยแห่งพระพิโรธ

ในอิสยาห์บทที่ 51 ชาวเยรูซาเล็มถูกเปรียบว่าได้ดื่มจากถ้วยแห่งพระพิโรธของพระเจ้า เพราะพวกเขาทำบาปและต้องเผชิญผลของการไม่เชื่อฟัง โดยถูกบาบิโลนกวาดไปเป็นเชลย


ความทุกข์ยาวนานทำให้พวกเขาหมดหวังราวกับคนที่กำลังโซเซ แต่พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขาตื่นขึ้นและยืนขึ้น เพราะช่วงเวลาแห่งการลงโทษกำลังจะสิ้นสุด และพระองค์จะทรงรื้อฟื้นประชากรของพระองค์


ถ้วยที่ล้นด้วยพระพร

ในสดุดีบทที่ 23 ดาวิดกล่าวถึงถ้วยของเขาที่ล้นอยู่


ถ้วยในบริบทนี้เต็มไปด้วยพระคุณ ความเมตตา การปกป้อง และการจัดเตรียมของพระเจ้า แม้ดาวิดต้องเดินผ่านหุบเขาแห่งความยากลำบาก เขายังคงเดินต่อไปได้ เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับเขาและประทานสิ่งที่จำเป็นแก่เขาอย่างเหลือล้น


ถ้วยของพระเยซูในสวนเกทเสมนี

ถ้วยที่พระบิดาทรงวางไว้ต่อหน้าพระเยซูคือถ้วยแห่งความทุกข์และความตาย


ในความเป็นมนุษย์ พระเยซูทรงรู้ว่าถ้วยนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอับอาย พระองค์จึงทรงทูลถามว่า หากเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไป


อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงยอมรับว่า หากนี่เป็นน้ำพระทัยของพระบิดา พระองค์ก็พร้อมจะดื่มจากถ้วยนั้น


นี่คือความเชื่อที่เห็นได้ พระเยซูไม่ได้เพียงตรัสว่าพระองค์รักพระบิดา แต่ทรงแสดงความรักนั้นออกมาผ่านการยอมจำนนและการเชื่อฟังจนถึงที่สุด


การอธิษฐานไม่ใช่เพียงการขอสิ่งที่เราต้องการ

เมื่อพูดถึงการอธิษฐาน หลายคนคิดถึงการทูลขอสิ่งต่าง ๆ จากพระเจ้า เช่น เรื่องครอบครัว ธุรกิจ สุขภาพ การเงิน ความสัมพันธ์ หรือการปกป้อง


การทูลขอไม่ใช่สิ่งผิด แต่คำอธิษฐานของพระเยซูแสดงให้เห็นว่า การอธิษฐานมีความหมายมากกว่าการบอกพระเจ้าว่าเราต้องการอะไร


การอธิษฐานยังเป็นเวลาที่เราเปิดใจให้พระเจ้าได้รับสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจากเรา


บางครั้งสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการคือ


  • การยอมจำนน
  • การเปลี่ยนแปลงความคิด
  • การให้อภัย
  • การละทิ้งสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
  • การตอบสนองต่อพระวจนะ
  • การให้พระองค์มาก่อน
  • การเชื่อฟังแม้ยังไม่เห็นผลลัพธ์

ดังนั้น เราไม่ได้เพียงอธิษฐานว่า “พระเจ้าขอประทานสิ่งนี้แก่ข้าพระองค์” แต่ควรอธิษฐานด้วยว่า “พระเจ้าขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มอบสิ่งที่พระองค์ต้องการแก่พระองค์ด้วย”


นี่คือจุดเริ่มต้นของการอธิษฐานตามแบบอย่างของพระเยซู คือการปรารถนาให้พระบิดาได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากชีวิตของเรา


อธิษฐานให้น้ำพระทัยพระเจ้าสำเร็จก่อน

เมื่อพระเยซูทรงสอนสาวกให้อธิษฐาน พระองค์ทรงสอนให้เริ่มต้นด้วยการขอให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ และให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ


สิ่งนี้เตือนเราว่า เป้าหมายแรกของการอธิษฐานไม่ควรเป็นเพียงการได้รับพระพร การปกป้อง หรือการจัดเตรียม แต่คือการให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเรา


เราอาจมีเรื่องที่กำลังทูลขอ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับความรัก ธุรกิจ สุขภาพ หรืออนาคต แต่ท่ามกลางคำขอเหล่านั้น เราควรถามตนเองว่า


“อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา”


เราต้องการเพียงให้พระเจ้าทำตามความต้องการของเรา หรือเราพร้อมให้ชีวิตของเราเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ด้วย


คำอธิษฐานจึงเป็นพื้นที่ที่ความเชื่อเริ่มมองเห็นได้ แม้ยังไม่มีใครเห็นสิ่งที่เราทำภายนอก พระเจ้าทรงเห็นท่าทีภายในใจผ่านสิ่งที่เราเลือกอธิษฐาน


การอธิษฐานด้วยพระวจนะ

คนยิวและคริสเตียนในยุคแรกมีธรรมเนียมอธิษฐานวันละสามช่วงเวลา ได้แก่ ตอนเช้า ตอนเย็น และหลังดวงอาทิตย์ตก


แนวทางดังกล่าวเชื่อมโยงกับแบบอย่างของบรรพบุรุษ เช่น อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ


อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งที่อธิษฐาน แต่คือเนื้อหาของการอธิษฐาน พวกเขาไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อขอพระพรส่วนตัว แต่ใช้พระคัมภีร์เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนากับพระเจ้า


การอธิษฐานจึงประกอบด้วยหลายสิ่ง เช่น


  • การสรรเสริญพระเจ้า
  • การขอบพระคุณ
  • การสารภาพความเชื่อ
  • การสารภาพความบาป
  • การประกาศความรักต่อพระเจ้า
  • การยืนยันความตั้งใจที่จะเชื่อฟัง
  • การทูลขอเพื่อตนเองและผู้อื่น

เริ่มต้นด้วยสดุดีบทที่ 145

ผู้ที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอธิษฐานอย่างไร สามารถเริ่มต้นด้วยการอ่านสดุดีบทที่ 145 ซึ่งเป็นบทสรรเสริญพระเจ้า


การอ่านออกเสียงช่วยให้เราหันความสนใจจากปัญหาของตนเองไปยังพระลักษณะและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ก่อนจะเริ่มทูลขอเรื่องส่วนตัว


สารภาพความเชื่อจากเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6

เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 6 เตือนให้ประชากรของพระเจ้ารักพระองค์ด้วยสุดจิต สุดใจ และสุดกำลัง ให้พระวจนะอยู่ในใจ และสอนพระวจนะแก่ลูกหลาน


เมื่ออ่านข้อความนี้ในการอธิษฐาน เราไม่ได้เพียงรับข้อมูล แต่กำลังเตือนตนเองว่า


  • เราจะนมัสการพระเจ้าองค์เดียว
  • เราจะรักพระองค์อย่างสุดใจ
  • เราจะให้ความสำคัญกับพระวจนะ
  • เราจะสอนความจริงแก่คนรุ่นต่อไป
  • เราจะดำเนินชีวิตตามสิ่งที่พระเจ้าตรัส

การอธิษฐานด้วยพระวจนะจึงช่วยให้คำอธิษฐานไม่หมุนอยู่รอบความต้องการของเราเพียงอย่างเดียว แต่สอดคล้องกับความจริงและน้ำพระทัยของพระเจ้า


การเชื่อฟังเปรียบเหมือนระบบนำทางของชีวิต

ลองนึกถึงนักบินมือใหม่ที่ต้องนำเครื่องบินลงจอดในวันที่มีเมฆหนา เขามองไม่เห็นรันเวย์ ไม่รู้ว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้าหรือไม่ และเริ่มตื่นตระหนก


ในสถานการณ์เช่นนั้น นักบินจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือและคำแนะนำจากศูนย์ควบคุมการบิน เสียงจากศูนย์ควบคุมบอกให้เขาทำตามคำสั่ง เพราะศูนย์ควบคุมจะจัดการเรื่องเส้นทางและสิ่งกีดขวางให้


ชีวิตคริสเตียนมีลักษณะคล้ายกัน


เราไม่รู้ว่าอีกสามวัน ห้าวัน หรือหลายปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่เห็นเส้นทางทั้งหมด และบางครั้งเมฆแห่งความกังวลหรือปัญหาก็บดบังทางจนเราไม่รู้ว่าควรไปต่ออย่างไร


ในช่วงเวลาเช่นนั้น การทำตามพระวจนะและเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นระบบนำทางที่ดีที่สุด


เราอาจยังมองไม่เห็นปลายทาง แต่พระเจ้าทรงเห็น และเมื่อเราตอบสนองต่อพระองค์ด้วยความเชื่อ การเชื่อฟังจะนำเราไปตามเส้นทางที่พระองค์ทรงกำหนดไว้


ทำอย่างไรให้ความเชื่อของเรามองเห็นได้

ความเชื่อที่เห็นได้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการกระทำที่ยิ่งใหญ่เสมอไป พระเจ้าอาจทรงเรียกให้เราเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงหน้า


1. สำรวจสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว

ถามตนเองว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากพระวจนะ แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ


อาจเป็นเรื่องการให้อภัย การถวาย การใช้เวลากับพระเจ้า การร่วมสามัคคีธรรม หรือการช่วยเหลือผู้อื่น


2. นำความเชื่อมาเป็นคำอธิษฐาน

อย่าอธิษฐานเพียงขอให้พระเจ้าทำบางสิ่งให้เรา แต่ขอให้พระองค์ช่วยเราเชื่อฟังและตอบสนองต่อสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ


3. ใช้พระวจนะในการอธิษฐาน

เริ่มจากการอ่านสดุดีเพื่อสรรเสริญพระเจ้า หรืออ่านข้อความที่เตือนให้เรารักและเชื่อฟังพระองค์ แล้วนำข้อความนั้นมาเป็นคำอธิษฐานของเรา


4. ตัดสินใจทำตามในเรื่องที่ชัดเจน

เมื่อพระวจนะสอนสิ่งที่ชัดเจน เราไม่จำเป็นต้องรอจนเข้าใจทุกอย่างหรือเห็นผลลัพธ์ทั้งหมด แต่สามารถเริ่มต้นเชื่อฟังในสิ่งที่รู้แล้ว


5. ให้คนใกล้ตัวมองเห็นการเปลี่ยนแปลง

ความเชื่อควรปรากฏในชีวิตจริง คนในบ้าน คนรอบข้าง และคนในคริสตจักรควรมองเห็นได้ว่า ความรักต่อพระเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลงท่าที การตัดสินใจ และการดำเนินชีวิตของเรา


สรุป: ความเชื่อแท้ต้องออกมาเป็นการกระทำ

ความเชื่อเริ่มต้นภายในใจ แต่ไม่ควรหยุดอยู่ภายในใจ


อาเบลแสดงความเชื่อผ่านการถวาย อับราฮัมแสดงความเชื่อผ่านการออกเดินทาง โมเสสแสดงความเชื่อผ่านการเลือกอยู่ฝ่ายประชากรของพระเจ้า และพระเยซูทรงแสดงความเชื่อผ่านการยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระบิดา


คำอธิษฐานของพระเยซูในสวนเกทเสมนีสอนเราว่า การอธิษฐานไม่ใช่เพียงการขอให้พระเจ้าทำตามความต้องการของเรา แต่เป็นการมอบชีวิตให้พระองค์และกล่าวว่า


“ข้าแต่พระบิดา ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (ลูกา 22:42 ฉบับมาตรฐาน 2011)


วันนี้ ไม่ว่าเรื่องที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราเชื่อฟังจะดูเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือการตัดสินใจตอบสนองต่อพระองค์


จงให้คำอธิษฐานของเราสะท้อนความเชื่อที่เห็นได้ อธิษฐานเผื่อผู้อื่น อธิษฐานเผื่อพระราชกิจของพระเจ้า และอธิษฐานให้เราสามารถมอบสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการจากชีวิตของเรา


เมื่อความเชื่อกลายเป็นการเชื่อฟัง ความรักที่เคยมองไม่เห็นจะเริ่มปรากฏออกมา ทั้งต่อสายตาของคนรอบข้างและต่อพระพักตร์พระเจ้า


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเชื่อที่เห็นได้

1. ความเชื่อที่เห็นได้หมายถึงอะไร

ความเชื่อที่เห็นได้หมายถึงความเชื่อภายในใจที่แสดงออกผ่านการกระทำ การตัดสินใจ และการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่เพียงการกล่าวว่าเราเชื่อเท่านั้น


2. ความเชื่อกับการเชื่อฟังเกี่ยวข้องกันอย่างไร

การเชื่อฟังคือสิ่งที่ทำให้ความเชื่อมองเห็นได้ เมื่อเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ เราจะตอบสนองต่อสิ่งที่พระองค์ตรัส แม้ยังไม่เห็นเส้นทางหรือผลลัพธ์ทั้งหมด


3. การอธิษฐานเป็นการแสดงความเชื่อได้อย่างไร

การอธิษฐานแสดงความเชื่อเมื่อเราไม่ได้เพียงทูลขอสิ่งที่ต้องการ แต่ยอมมอบความต้องการของตนเองไว้ใต้พระประสงค์ของพระเจ้า และขอให้พระองค์ช่วยเราเชื่อฟัง


4. ถ้วยของพระเยซูในสวนเกทเสมนีคืออะไร

ถ้วยเป็นภาพเปรียบเทียบถึงสิ่งที่พระบิดาทรงกำหนดให้พระเยซูรับไว้ ในบริบทนี้หมายถึงเส้นทางแห่งความทุกข์ ความอับอาย และความตายบนไม้กางเขน


5. พระเยซูทรงกลัวหรือไม่เมื่อขอให้ถ้วยเลื่อนพ้นไป

คำอธิษฐานแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงตระหนักถึงความทุกข์ที่อยู่ข้างหน้า แต่พระองค์ยังทรงเลือกยอมจำนนและทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา


6. เราสามารถใช้พระคัมภีร์ในการอธิษฐานได้อย่างไร

เราสามารถอ่านข้อความจากพระคัมภีร์ออกเสียง แล้วใช้เนื้อหานั้นในการสรรเสริญ ขอบพระคุณ สารภาพความเชื่อ สารภาพความผิด และยืนยันความตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้า


7. ควรเริ่มต้นทำให้ความเชื่อมองเห็นได้จากเรื่องใด

เริ่มต้นจากเรื่องที่พระวจนะสอนอย่างชัดเจนและเรารู้ว่าควรทำอยู่แล้ว เช่น การให้อภัย การใช้เวลากับพระเจ้า การช่วยเหลือผู้อื่น และการให้พระเจ้ามาก่อนในการตัดสินใจ


ค้นหาความจริง

เริ่มต้นการเป็นคริสเตียน

เกี่ยวกับเรา

เว็บสยามคริสเตียน - เว็บสำหรับคนอยากรู้จักพระเจ้า
รวมคำเทศนา คำหนุนใจ และพระวจนะจากพระเจ้า โดย ดร.จิโรจ บงกชมาศ แห่งคริสตจักร Hope International Church Seattle เพื่อเสริมสร้างความเชื่อคริสเตียน รู้จักพระเยซู และเรียนรู้พระคัมภีร์ ติดต่อ: christiansiam@gmail.com