คำเทศนา - ในวันที่ท่านรับพระพร ตอนที่ 2
คำเทศนาประจำวันที่ 13 กันยายน 2569โดย ดร. จิโรจ บงกชมาศ
อิสยาห์ 6:5-8; ลูกา 5:6-11; ยอห์น 4:33-34
สรุปคำเทศนา - ในวันที่ท่านรับพระพร ตอนที่ 2
ในวันที่ท่านรับพระพร เราควรตอบสนองพระเจ้าอย่างไร?
เวลาที่ชีวิตเจอปัญหา เรามักจะรู้ว่าต้องทำอะไร เราอธิษฐาน เราแสวงหาพระเจ้า เราขอความช่วยเหลือ และพยายามเดินใกล้พระองค์มากขึ้น
แต่มีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน
ถ้าวันหนึ่งพระพรที่เราอธิษฐานขอมาถึงจริง ๆ เราจะตอบสนองพระเจ้าอย่างไร?
บางครั้งสิ่งที่ทำให้คนเดินห่างจากพระเจ้าอาจไม่ใช่ความทุกข์ยาก แต่กลับเป็นความสะดวกสบาย
ตอนที่ยังไม่มี เราอธิษฐาน
ตอนที่ยังลำบาก เราพึ่งพระเจ้า
ตอนที่ยังไม่รู้ว่าจะผ่านปัญหาอย่างไร เราแสวงหาพระองค์
แต่เมื่อมีมากขึ้น ชีวิตเริ่มสบายขึ้น หรือได้รับสิ่งที่ต้องการแล้ว เราอาจค่อย ๆ เดินกับพระเจ้าน้อยลงโดยไม่รู้ตัว
เรื่องราวของเปโตรในลูกา บทที่ 5 จึงไม่ได้สอนเราเพียงว่า พระเจ้าสามารถอวยพรเราได้อย่างไร แต่ยังสอนคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า
เมื่อพระพรมาแล้ว เราจะทำอย่างไรกับพระพรนั้น?
เปโตรกับพระพรที่มากเกินกว่าที่คาดคิด
เปโตรออกหาปลามาตลอดคืน แต่ไม่ได้ปลาเลย
หลังจากพระเยซูสอนประชาชนเสร็จ พระองค์บอกให้เขาถอยเรือออกไปในที่น้ำลึกและหย่อนอวนลงอีกครั้ง
แม้เปโตรจะทำงานมาทั้งคืนและไม่ได้อะไรเลย แต่เขายอมทำตามคำของพระเยซู
ผลลัพธ์คือปลาจำนวนมากจนอวนกำลังจะขาด
พระพรที่เขาได้รับมากเกินกว่าที่คาดคิดไว้
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่จำนวนปลา
สิ่งที่น่าสนใจคือ เปโตรตอบสนองต่อพระพรนั้นอย่างไร
และจากเหตุการณ์นี้ เราเห็นการตอบสนองอย่างน้อยสามอย่างที่สำคัญ
1. รับพระพรแล้วเป็นพระพรต่อคนอื่น
เมื่อเปโตรจับปลาได้มากจนเกินกำลังของเรือลำเดียว เขาไม่ได้พยายามเก็บทั้งหมดไว้กับตัวเอง
ลูกา 5:6-7 บอกว่า เมื่อปลาเต็มอวนจนเกือบจะขาด เขาจึงส่งสัญญาณเรียกเพื่อนที่อยู่ในเรืออีกลำให้มาช่วย และสุดท้ายปลาเต็มเรือทั้งสองลำ
พระพรไม่ได้หยุดอยู่ที่เปโตร
คนรอบข้างได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาได้รับด้วย
นี่เป็นหลักการที่เห็นได้ตั้งแต่เรื่องของอับราฮัม คือพระเจ้าอวยพรคนของพระองค์เพื่อให้เขาสามารถเป็นพระพรต่อคนอื่นได้
เพราะฉะนั้น ถ้าวันหนึ่งเรามีมากขึ้น คำถามไม่ควรมีเพียงว่า
“เราจะใช้สิ่งที่มีอย่างไร?”
แต่ควรถามเพิ่มว่า
“สิ่งที่พระเจ้าให้เรามานี้ จะเป็นพระพรต่อใครได้บ้าง?”
ถ้าเรามีมากขึ้น เราควรเป็นพระพรได้มากขึ้น
ถ้าเรามีทรัพยากรมากขึ้น เราสามารถช่วยคนได้มากขึ้น
ถ้าเราได้รับโอกาสมากขึ้น เราสามารถใช้โอกาสนั้นเพื่อถวายเกียรติพระเจ้าได้มากขึ้น
พระพรจึงไม่ควรจบที่เรา
แต่ควรไหลผ่านชีวิตของเราไปถึงคนอื่นด้วย
2. ยิ่งรับพระพร ยิ่งสำนึกในพระคุณ
สิ่งที่เปโตรทำต่อมาน่าประหลาดใจมาก
เขาไม่ได้ฉลองกับปลาที่ได้
เขากลับคุกเข่าลงต่อหน้าพระเยซูและพูดว่า
“นายเจ้าข้า ขอท่านไปให้ห่างจากข้าพเจ้าเถิด เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป”
ทำไมพระพรจึงทำให้เปโตรเห็นความบาปของตัวเอง?
เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาเห็นพระเยซูชัดขึ้น
ก่อนหน้านั้นเปโตรเรียกพระเยซูว่า “อาจารย์”
แต่หลังจากได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเรียกพระเยซูว่า “นายเจ้าข้า”
มุมมองที่เขามีต่อพระเยซูเปลี่ยนไป
และเมื่อเขาเห็นพระเยซูชัดขึ้น เขาก็เห็นตัวเองชัดขึ้นด้วย
เขาตระหนักว่า เขาไม่ได้สมควรได้รับสิ่งเหล่านี้เพราะความดีของตัวเอง
สิ่งที่ได้รับคือพระคุณ
ประสบการณ์กับพระเจ้าควรทำให้เราเห็นอะไร?
ทุกครั้งที่เรามีประสบการณ์กับพระเจ้า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ประสบการณ์นั้นควรทำให้เรา
- รู้จักพระเจ้ามากขึ้น
- เห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้ามากขึ้น
- เห็นข้อบกพร่องของตัวเองชัดขึ้น
- สำนึกในพระคุณมากขึ้น
- ตอบสนองต่อพระเจ้าอย่างเหมาะสมมากขึ้น
นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “รับพระพร” กับการ “สำนึกในพระพร”
คนหนึ่งอาจได้รับสิ่งดีแล้วคิดทันทีว่าจะใช้สิ่งนั้นเพื่อตัวเองอย่างไร
แต่อีกคนหนึ่งได้รับสิ่งดีแล้วถามว่า
“ทำไมพระเจ้าจึงมีพระคุณกับเรามากขนาดนี้?”
ความคิดสองแบบนี้นำชีวิตไปคนละทางกัน
จาก “อาจารย์” สู่ “นายเจ้าข้า”
ก่อนเกิดการอัศจรรย์ เปโตรพูดกับพระเยซูในฐานะอาจารย์
แต่หลังจากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเรียกพระเยซูด้วยคำที่มีความหมายถึงเจ้านาย ผู้มีอำนาจ หรือผู้เป็นเจ้าของ
นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำเรียก
แต่มันสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของเปโตร
เมื่อเรามองพระเยซูเป็นเพียงผู้ที่ช่วยแก้ปัญหาให้เรา เราจะเข้าหาพระองค์เมื่อเราต้องการบางอย่าง
แต่เมื่อเราเห็นว่าพระองค์เป็นเจ้านายและเจ้าของชีวิต คำถามจะเปลี่ยนไป
จาก
“พระเจ้าจะให้อะไรเรา?”
เป็น
“เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรตามพระทัยของพระองค์?”
ยิ่งได้รับพระคุณมาก เราควรยิ่งตระหนักว่าชีวิตของเราเป็นหนี้พระคุณของพระเจ้ามากเพียงใด
และเมื่อพระองค์เป็นเจ้านาย ชีวิตของเราก็ไม่ควรดำเนินไปตามใจตัวเองเหมือนเดิม
อิสยาห์ก็มีประสบการณ์คล้ายกัน
เหตุการณ์ของอิสยาห์ในอิสยาห์ บทที่ 6 มีภาพคล้ายกับเปโตร
อิสยาห์เห็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ และได้ยินเหล่าเสราฟิมร้องว่า
“บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์”
เมื่ออิสยาห์เห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือเขาเห็นความไม่สะอาดของตัวเอง
เขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด
จากนั้น เมื่อพระเจ้าตรัสว่า
“เราจะใช้ผู้ใดไป? และผู้ใดจะไปแทนพวกเรา?”
อิสยาห์ตอบว่า
“ข้าพระองค์อยู่นี่ ขอทรงใช้ข้าพระองค์เถิด”
ลำดับนี้น่าสนใจมาก
เขาเห็นพระเจ้า
เขาเห็นตัวเอง
แล้วเขาตอบสนองต่อการทรงเรียก
สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับเปโตร
เขาเห็นพระคุณของพระเจ้า
เขาเห็นตัวเองว่าเป็นคนบาป
แล้วชีวิตของเขาก็พร้อมที่จะตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้า
3. พระพรควรนำเราเข้าสู่การทรงเรียกของพระเจ้า
หลังจากเปโตรได้รับปลาเต็มเรือ พระเยซูไม่ได้จบเรื่องด้วยการบอกว่า
“ขอให้มีความสุขกับปลาเหล่านี้”
พระองค์บอกเปโตรว่า
“อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน”
จากนั้นเปโตรและคนที่อยู่กับเขานำเรือขึ้นฝั่ง สละสิ่งสารพัด แล้วติดตามพระเยซูไป
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของเรื่อง
ปลาสองลำเรือไม่ใช่ปลายทาง
พระพรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่อง
สิ่งที่ใหญ่กว่าพระพรคือ การทรงเรียก
เราอาจใช้เวลามากมายในการอธิษฐานขอสิ่งต่าง ๆ
ขอให้ธุรกิจดีขึ้น
ขอให้มีครอบครัว
ขอให้ชีวิตมั่นคง
ขอให้ปัญหาถูกแก้
ขอให้ประสบความสำเร็จ
แต่เมื่อได้รับแล้ว คำถามคือ
สิ่งเหล่านั้นทำให้เราเดินกับพระเจ้ามากขึ้นหรือไม่?
ถ้าพระพรกลับทำให้เราอธิษฐานน้อยลง รับใช้น้อยลง และให้พระเจ้ามีพื้นที่ในชีวิตน้อยลง เราควรถามตัวเองว่า เราเข้าใจจุดหมายของพระพรหรือยัง
สำหรับเปโตร พระพรไม่ได้ทำให้เขาหยุดติดตามพระเจ้า
ตรงกันข้าม พระพรทำให้เขาตัดสินใจติดตามพระเยซูอย่างจริงจังมากขึ้น
การทรงเรียกคืออะไร?
ในคำเทศนาอธิบาย “การทรงเรียก” หรือ calling ไว้อย่างง่าย ๆ ว่า เป็นการเชื้อเชิญของพระเจ้าให้เราเข้าสู่แผนการของพระองค์
เริ่มจากการเรียกเข้ามาหาพระองค์
จากนั้นเราเป็นส่วนหนึ่งของพระกาย
และต่อมา เราถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตตามวัตถุประสงค์ของพระเจ้า
ประเด็นจึงไม่ใช่เพียงว่า
“พระเจ้าจะให้อะไรกับเรา?”
แต่วันหนึ่งเราควรมาถึงจุดที่ถามว่า
“เราจะให้อะไรกับพระเจ้าได้บ้าง?”
นี่ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถตอบแทนพระคุณของพระเจ้าได้หมด
แต่เป็นท่าทีของคนที่ตระหนักว่า เรามาถึงวันนี้ได้เพราะพระคุณ
เมื่อเข้าใจอย่างนั้น การรับใช้พระเจ้าจะไม่ใช่เพียงหน้าที่
แต่กลายเป็นการตอบสนองต่อพระคุณที่เราได้รับ
สิ่งที่น่าเสียดายกว่าการพลาดพระพร
เราอาจคิดว่าการพลาดโอกาสดี ๆ เป็นเรื่องน่าเสียดาย
พลาดธุรกิจ
พลาดเงิน
พลาดความสำเร็จ
พลาดสิ่งที่เราอยากได้
แต่ในเรื่องของเปโตร สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคงไม่ใช่ถ้าเขาพลาดปลาสองลำเรือ
สิ่งที่น่าเสียดายกว่านั้นคือ
ถ้าเขาพลาดการทรงเรียกของพระเจ้า
ถ้าเปโตรได้รับปลาแล้วกลับบ้านไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม เรื่องทั้งหมดคงแตกต่างออกไป
แต่เขาเลือกตอบสนอง
ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเราได้รับอะไรจากพระเจ้า
แต่คือ เราได้ตอบสนองพระองค์หรือไม่
เราอ่านพระคัมภีร์ไปเพื่ออะไร?
หลายคนคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่า พระคำของพระเจ้าเป็นอาหารฝ่ายวิญญาณ
เราจึงอ่านพระคัมภีร์
ฟังคำเทศนา
เรียนพระคำ
เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งดี
แต่มีคำถามว่า
เรารับอาหารฝ่ายวิญญาณไปเพื่ออะไร?
ถ้าเราเรียนพระคำมากขึ้น แต่ไม่เคยตอบสนองต่อพระเจ้า ความรู้ที่เพิ่มขึ้นนั้นยังไม่ได้นำไปสู่เป้าหมายที่ควรจะเป็น
เราไม่ได้เรียนเพียงเพื่อรู้มากขึ้น
แต่เพื่อให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง และพร้อมตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้า
อาหารอีกเมนูหนึ่งของพระเยซู
ในยอห์น 4:33-34 เมื่อสาวกสงสัยว่ามีใครนำอาหารมาให้พระเยซูหรือไม่ พระองค์ตอบว่า
“อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้เรามาและทำให้งานของพระองค์สำเร็จ”
พระเยซูพูดถึงอาหารอีกแบบหนึ่ง
คือการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
และไม่ใช่แค่เริ่มทำ แต่ทำให้สำเร็จ
อาหารเมนูนี้อาจมีราคา
บางครั้งต้องเสียสละ
บางครั้งต้องใช้เวลา
บางครั้งต้องออกจากความสะดวกสบาย
บางครั้งต้องต่อสู้กับใจของตัวเอง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงหาเหตุผลได้ง่ายว่าทำไมเรายังไม่พร้อม
แต่ถ้าเรามองการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นเพียงภาระ เราอาจยังไม่เห็นว่าการได้รับใช้พระเจ้านั้นเป็นสิทธิพิเศษ
เปโตรมาถึงจุดที่ยอมทิ้งเรือและติดตามพระเยซู
เขาได้รับปลา แต่สุดท้ายเขาเลือกสิ่งที่ใหญ่กว่าปลา
เขาเลือกตอบสนองต่อการทรงเรียก
เมื่อได้รับพระพรมากขึ้น ควรเดินกับพระเจ้ามากขึ้น
นี่อาจเป็นคำถามง่าย ๆ ที่เราควรถามตัวเองเป็นระยะ
เมื่อชีวิตดีขึ้น เราเดินกับพระเจ้ามากขึ้นหรือน้อยลง?
เมื่อมีเงินมากขึ้น เราเป็นพระพรมากขึ้นหรือไม่?
เมื่อปัญหาน้อยลง เราอธิษฐานน้อยลงหรือไม่?
เมื่อได้รับสิ่งที่เคยอธิษฐานขอแล้ว เรายังให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งเหมือนเดิมหรือไม่?
พระพรไม่ควรดึงเราออกจากพระเจ้า
พระพรควรทำให้เราเห็นพระคุณมากขึ้น
และยิ่งเราเห็นพระคุณมากขึ้น เราควรยิ่งอยากตอบสนองพระองค์มากขึ้น
สรุป
วันที่เรามีปัญหาเป็นวันที่พิสูจน์ความเชื่อของเรา
แต่วันที่เราได้รับพระพรก็พิสูจน์หัวใจของเราเช่นกัน
เปโตรได้รับปลามากกว่าที่เขาคาดคิด
แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเช้าวันนั้นไม่ใช่ปลา
เขาได้เห็นพระเยซูในมุมที่ต่างออกไป
เขาได้เห็นตัวเองชัดขึ้น
เขาสำนึกในพระคุณ
และสุดท้ายเขาตอบสนองต่อการทรงเรียก
เพราะฉะนั้น ถ้าวันหนึ่งสิ่งที่เราอธิษฐานขอมาถึง ถ้าวันหนึ่งชีวิตเริ่มดีขึ้น ถ้าวันหนึ่งเรามีมากกว่าที่เคยมี
อย่าให้วันนั้นเป็นวันที่เราเดินห่างจากพระเจ้า
แต่ให้เป็นวันที่เราเดินกับพระองค์มากขึ้น
รับพระพรมากขึ้น
สำนึกในพระคุณมากขึ้น
เป็นพระพรมากขึ้น
และตอบสนองต่อพระเจ้ามากขึ้น
เพราะสิ่งที่มีค่ากว่าการได้รับพระพร คือการได้อยู่ในศูนย์กลางน้ำพระทัยของพระเจ้า และตอบสนองต่อสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ
คำถามที่พบบ่อย
เมื่อได้รับพระพรจากพระเจ้า เราควรทำอย่างไร?
จากเรื่องของเปโตร สิ่งสำคัญคือเป็นพระพรต่อคนอื่น สำนึกในพระคุณของพระเจ้า และให้พระพรนั้นนำเราไปสู่การตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระองค์
ทำไมเปโตรจึงบอกพระเยซูว่าเขาเป็นคนบาปหลังจากจับปลาได้มาก?
เพราะประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เปโตรเห็นพระเยซูชัดขึ้น และเมื่อเห็นความยิ่งใหญ่และพระคุณของพระองค์ เขาก็เห็นความไม่สมบูรณ์ของตัวเองชัดขึ้นด้วย
พระพรสามารถทำให้คนเดินห่างจากพระเจ้าได้หรือไม่?
คำเทศนาชี้ให้เห็นว่าเป็นไปได้ หากเมื่อชีวิตสะดวกขึ้น เราเริ่มแสวงหาพระเจ้าน้อยลง ดังนั้นการตอบสนองต่อพระพรจึงสำคัญไม่แพ้การตอบสนองต่อปัญหา
การทรงเรียกของพระเจ้าหมายถึงอะไร?
ในเนื้อหานี้ การทรงเรียกหมายถึงการที่พระเจ้าเชื้อเชิญเราเข้าสู่แผนการของพระองค์ ตั้งแต่การเข้ามาหาพระองค์ ไปจนถึงการดำเนินชีวิตตามวัตถุประสงค์ของพระเจ้า
ทำไมการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าจึงถูกเรียกว่าอาหาร?
พระเยซูตรัสในยอห์น 4 ว่าอาหารของพระองค์คือการทำตามพระประสงค์ของผู้ที่ทรงใช้พระองค์มา และทำให้งานของพระองค์สำเร็จ จึงเป็นภาพของชีวิตที่ได้รับกำลังและมีเป้าหมายจากการทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า
อะไรสำคัญกว่าการได้รับพระพร?
เรื่องของเปโตรชี้ให้เห็นว่า การตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระเจ้าสำคัญกว่าพระพรที่ได้รับ เพราะปลาสองลำเรือเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่ง แต่การติดตามพระเยซูเปลี่ยนทิศทางชีวิตของเปโตร
จะรู้ได้อย่างไรว่าพระพรทำให้เราเติบโตฝ่ายวิญญาณ?
ลองถามว่า หลังจากได้รับสิ่งดีแล้ว เราเดินกับพระเจ้ามากขึ้นหรือไม่ สำนึกในพระคุณมากขึ้นหรือไม่ เป็นพระพรกับคนอื่นมากขึ้นหรือไม่ และพร้อมตอบสนองต่อน้ำพระทัยพระเจ้ามากขึ้นหรือไม่
📖 อ่านคำเทศนาอื่น ๆ ในชุดนี้
ดูคำเทศนาเพิ่มเติม: คำเทศนาออนไลน์ทั้งหมด | พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม | พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ | หมวดหมู่คำเทศนาทั้งหมด | ชุดคำเทศนา (Series) | รวมผู้เทศนา