คำเทศนา - ทำไมสิ่งไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับคนดี ตอนที่ 2
คำเทศนาประจำวันที่ 12 กรกฎาคม 2569โดย ดร. จิโรจ บงกชมาศ
โยบ 1:13-21; โยบ 2:3-8; โยบ 42:12; โยบ 42:16-17
สรุปคำเทศนา - ทำไมสิ่งไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับคนดี ตอนที่ 2
ทำไมสิ่งไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับคนดี ตอนที่ 2
เมื่อสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับเรา ทั้งที่เราพยายามทำดีมาตลอด” บางคนรักพระเจ้า ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ รับใช้พระองค์ และพยายามรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ แต่กลับต้องพบกับความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ปัญหาครอบครัว หรือความไม่ยุติธรรม
คำถามว่า ทำไมสิ่งไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับคนดี จึงเป็นคำถามที่อยู่ในใจของผู้เชื่อจำนวนมาก
สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจคือ การเป็นคนดี การทำสิ่งที่ถูกต้อง และการดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การทำดีไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่พบปัญหาเลยตลอดชีวิต การทำดีเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการเผชิญความทุกข์หรือผลจากความผิดพลาดของมนุษย์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
พระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่าคนดีจะไม่พบความทุกข์ แต่แสดงให้เราเห็นว่าคนของพระเจ้าสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้ต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เข้าใจ โดยชีวิตของโยบเป็นตัวอย่างสำคัญของเรื่องนี้
การทำดีไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่พบปัญหา
ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่เห็นเพื่อนกำลังเจ็บป่วย เขาจึงรีบพาเพื่อนไปโรงพยาบาล การกระทำนี้เป็นสิ่งดีอย่างแน่นอน แต่ระหว่างขับรถกลับบ้าน รถของเขากลับประสบอุบัติเหตุ
เขาอาจตั้งคำถามว่า “ทำไมฉันทำดีแล้วจึงต้องเจอเรื่องไม่ดี?”
ความจริงคือ การพาเพื่อนไปโรงพยาบาลกับการเกิดอุบัติเหตุเป็นคนละเรื่องกัน อุบัติเหตุอาจเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่คนใดคนหนึ่ง ความผิดพลาดของมนุษย์ หรือสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้
การทำดีเป็นหน้าที่และเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ไม่ได้ทำให้กฎของ "เหตุและผล" ในโลก "หยุดทำงาน" ความไม่รอบคอบ ความประมาท หรือความไม่รับผิดชอบยังสามารถนำปัญหาเข้ามาในชีวิตได้ ไม่ว่าคนที่ได้รับผลกระทบจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตอาจมาจากหลายทาง ได้แก่
- ความผิดพลาดของเราเอง
- ความผิดพลาดหรือการกระทำของคนอื่น
- สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว
- ภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้
- การทดลองที่มุ่งทำลายความเชื่อของเรา
การทำดีมีพระพร และเราควรทำดีต่อไป แต่ไม่ควรเข้าใจว่าความดีเป็นหลักประกันว่าชีวิตจะไม่มีปัญหา
บทเรียนจากดาวิด: ความสำเร็จฝ่ายวิญญาณไม่ทดแทนความรับผิดชอบด้านอื่น
กษัตริย์ดาวิดเป็นผู้ที่รักพระเจ้า มีความเชื่อ และทุ่มเทเพื่อพระนิเวศของพระองค์ พระเจ้าทรงพอพระทัยในชีวิตของดาวิด และพระเมสสิยาห์จะเสด็จมาผ่านเชื้อสายของเขา
อย่างไรก็ตาม ดาวิดต้องพบกับความทุกข์อย่างรุนแรงภายในครอบครัว ลูกของเขาขัดแย้งกัน มีการชิงอำนาจ และมีเหตุการณ์ที่ทำให้ดาวิดต้องเจ็บปวดอย่างมากในฐานะพ่อ
ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดาวิดรักพระเจ้า หรือเพราะเขาทุ่มเทในการรับใช้พระองค์ แต่เกี่ยวข้องกับข้อบกพร่องภายในครอบครัว การมีภรรยาหลายคน และการไม่ได้ให้เวลาอบรมดูแลบุตรอย่างเพียงพอ
การรับใช้พระเจ้าอย่างสุดใจไม่สามารถทดแทนหน้าที่ในการดูแลครอบครัวได้ เพราะการสร้างครอบครัวที่ดีต้องอาศัยหลายสิ่งร่วมกัน ได้แก่
- การให้เวลา
- การเป็นแบบอย่าง
- การอบรมสั่งสอน
- ความอดทน
- ความรัก
- ความใส่ใจ
- ความรับผิดชอบ
ดาวิดจึงเป็นตัวอย่างว่าคนคนหนึ่งอาจมีความเชื่อที่เข้มแข็งในด้านหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดในอีกด้านหนึ่งได้ ความทุกข์บางอย่างเกิดจากพื้นที่ในชีวิตที่เราไม่ได้ดูแลอย่างรอบคอบเพียงพอ
โยบแตกต่างจากดาวิดอย่างไร
เรื่องราวของโยบแตกต่างออกไป โยบเป็นคนดี รอบคอบ เที่ยงธรรม ยำเกรงพระเจ้า และหันจากความชั่ว เขาดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังและซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
แต่สิ่งไม่ดีก็ยังเกิดขึ้นกับเขา
ในกรณีของโยบ ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากความประมาทหรือข้อบกพร่องในการดำเนินชีวิต พระธรรมโยบเปิดเผยให้เราเห็นว่ามารต้องการทดลองเขา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้โยบเลิกเชื่อ เลิกนมัสการ และละทิ้งทางของพระเจ้า
พระเจ้าทรงรู้จักโยบและทรงทราบว่าเขาสามารถยืนหยัดผ่านการทดลองได้ ขณะที่มารพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อบีบให้โยบปฏิเสธความเชื่อของตน
ความทุกข์ของโยบมาจากไหน
โยบ 1:13–19 บันทึกว่า ในวันเดียวโยบได้รับข่าวร้ายต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ ทั้งการสูญเสียทรัพย์สิน คนรับใช้ และบุตรของเขา
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้มาในรูปแบบเดียวกัน แต่มารใช้หลายวิธีเพื่อโจมตีชีวิตของโยบทั้งภายนอกและภายใน
1. ใช้คนอื่นมาสร้างปัญหา
เหตุการณ์แรกเกิดจากคนเสบาเข้ามาโจมตี ปล้นวัวและลา รวมทั้งฆ่าคนรับใช้ ต่อมาชาวเคลเดียแบ่งเป็นสามกอง เข้ามาปล้นอูฐและฆ่าคนรับใช้ของโยบอีกครั้ง
นี่แสดงให้เห็นว่าปัญหาหลายอย่างในชีวิตไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง แต่อาจเกิดจากความโลภ ความอิจฉา ความผิดพลาด หรือความไม่รับผิดชอบของคนอื่น
บางครั้งคนรอบข้างไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเรา แต่ความผิดพลาดของเขาก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตเราได้ ขณะที่บางครั้งคนอื่นอาจตั้งใจเอาเปรียบหรือทำลายเราโดยตรง
เมื่อปัญหามาจากคนอื่น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่หลักฐานว่าเราเป็นคนไม่ดี หรือพระเจ้าไม่ทรงรักเรา แต่เป็นผลจากการกระทำและการตัดสินใจของมนุษย์ในโลกนี้
2. ทำลายทรัพย์สินและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้า
ผู้ส่งข่าวคนหนึ่งมารายงานโยบว่าไฟจากฟ้าลงมาเผาผลาญฝูงแกะและคนรับใช้ทั้งหมด โดยเรียกเหตุการณ์นั้นว่า “เพลิงของพระเจ้า”
แต่เมื่ออ่านเรื่องตั้งแต่ต้น ผู้อ่านทราบว่ามารอยู่เบื้องหลังการทดลองนี้ ไม่ใช่พระเจ้าที่ทรงต้องการทำลายโยบ
สิ่งที่น่าสนใจคือ มารไม่ได้มุ่งทำลายเพียงทรัพย์สินของโยบ แต่ยังพยายามทำลายความเข้าใจของโยบเกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้าอีกด้วย เมื่อผู้ส่งข่าวกล่าวว่าเหตุร้ายมาจากพระเจ้า โยบอาจเริ่มสับสนว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ทำลายเขาหรือไม่
นี่เป็นการโจมตีชีวิตภายใน
เมื่อเกิดปัญหา เราอาจคิดว่าพระเจ้ากำลังลงโทษเรา พระองค์ไม่พอพระทัยเรา หรือไม่ต้องการอวยพรเรา แต่ปัญหาหลายอย่างไม่ได้มาจากพระเจ้า การสรุปว่าสิ่งไม่ดีทุกอย่างเป็นการลงโทษจากพระองค์จึงอาจเป็นความเข้าใจผิด
3. ใช้ภัยธรรมชาติทำลายชีวิตและทรัพย์สิน
ขณะที่บุตรชายและบุตรหญิงของโยบกำลังรับประทานอาหารร่วมกัน พายุใหญ่พัดมากระทบบ้านทั้งสี่มุม บ้านพังลงมาทับทุกคนจนเสียชีวิต เหลือเพียงผู้ส่งข่าวคนเดียวที่รอดมาบอกโยบ
ภัยธรรมชาติเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นำความสูญเสียเข้ามาในชีวิตได้ ในหลายสถานการณ์ เราไม่สามารถป้องกัน ควบคุม หรืออธิบายเหตุการณ์เหล่านี้ได้ทั้งหมด
ในแต่ละเหตุการณ์มีคนหนึ่งรอดชีวิตเพื่อนำข่าวมาถึงโยบ ทำให้เขาได้รับข่าวร้ายต่อเนื่องถึงสี่ข่าวภายในวันเดียว ข่าวแต่ละข่าวค่อย ๆ กดทับจิตใจของเขาและทำให้ความสูญเสียรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
มารจึงไม่ได้ใช้เพียงเหตุการณ์ร้าย แต่ใช้การรับรู้ข่าวร้ายเพื่อสร้างความกลัว ความท้อใจ และความสิ้นหวังในใจของโยบด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับข่าวร้ายต่อเนื่อง โยบยังไม่กล่าวร้ายต่อพระเจ้า
4. ใช้ความเจ็บป่วย ความเจ็บปวด และความอับอาย
เมื่อการสูญเสียทรัพย์สินและครอบครัวยังไม่ทำให้โยบทิ้งพระเจ้า มารจึงขอแตะต้องร่างกายของเขา โดยเชื่อว่าเมื่อมนุษย์ต้องเจ็บปวดอย่างรุนแรง เขาจะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตตนเอง
มารกล่าวในลักษณะว่า ความเชื่อและความภักดีของมนุษย์มีเงื่อนไข คนรักพระเจ้าเพราะได้รับการปกป้องและพระพรเท่านั้น หากถูกแตะต้องถึงร่างกาย สุดท้ายเขาจะละทิ้งพระเจ้า
โยบจึงต้องพบกับโรคร้าย มีฝีหรือตุ่มพองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เขาใช้เศษหม้อขูดตัวและนั่งอยู่ท่ามกลางกองขี้เถ้า พระคัมภีร์บรรยายถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้ระบุชื่อโรคอย่างชัดเจน
นอกจากความทรมานทางร่างกายแล้ว โยบยังต้องพบกับความอับอาย เพราะคนในยุคนั้นมักเชื่อว่าผู้ที่เจ็บป่วยหรือสูญเสียอย่างหนักต้องทำบาปต่อพระเจ้า
โยบจึงไม่ได้เจ็บเพียงร่างกาย แต่ยังถูกเข้าใจผิดและถูกกล่าวหาโดยที่เขาไม่ได้ทำสิ่งผิดตามข้อกล่าวหา ความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินและถูกปักปรำจึงกดลึกเข้าไปในจิตใจของเขา
5. ใช้บุคคลใกล้ชิดมากดดันให้ทิ้งพระเจ้า
เมื่อวิธีอื่นยังไม่ทำให้โยบละทิ้งความเชื่อ มารจึงใช้แรงกดดันจากภรรยาของเขา
ในโยบ 2:9 ภรรยาถามว่าเขายังจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อไปอีกหรือ และบอกให้เขาแช่งพระเจ้าแล้วตายเสีย
ภรรยาของโยบเองก็สูญเสียลูก ทรัพย์สิน และความมั่นคงทั้งหมดเช่นเดียวกัน นางไม่สามารถรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ จึงตั้งคำถามว่าการทำดี การถวาย การรับใช้ และการนมัสการพระเจ้าต่อไปยังมีประโยชน์อะไร
แรงกดดันจากคนใกล้ชิดมักรุนแรงกว่าคำพูดจากคนภายนอก เพราะเป็นคำพูดจากคนที่เรารักและไว้วางใจ แต่โยบไม่ยอมให้คำพูดนั้นทำลายรากฐานความเชื่อของตน
เป้าหมายของการทดลองคือการทำลาย 5 เสาหลักของโยบ
โยบ 2:3 กล่าวถึงคุณลักษณะสำคัญในชีวิตของโยบ ซึ่งสามารถสรุปเป็นเสาหลักห้าประการได้ดังนี้
1. เป็นคนดีและรอบคอบ
โยบให้ความสำคัญกับการดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้ใช้ชีวิตโดยขาดการพิจารณา แต่ตระหนักว่าการตัดสินใจของตนมีผลต่อทั้งชีวิตฝ่ายกายและฝ่ายวิญญาณ
2. เป็นคนเที่ยงธรรม
ความเที่ยงธรรมหมายถึงการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือนความจริง และไม่เปลี่ยนมาตรฐานตามผลประโยชน์ที่ตนได้รับ
3. ยำเกรงพระเจ้า
โยบให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางของชีวิต เขาเคารพพระองค์และตัดสินใจโดยคำนึงถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้า
4. หันออกจากความชั่ว
โยบไม่ได้เพียงรู้ว่าอะไรผิดหรือถูก แต่เลือกหันออกจากสิ่งชั่วร้ายอย่างจริงจัง ความเชื่อของเขาจึงปรากฏผ่านวิถีชีวิต
5. ยึดมั่นในความซื่อสัตย์
แม้สูญเสียทรัพย์สิน ครอบครัว สุขภาพ และชื่อเสียง โยบยังไม่ยอมทิ้งความซื่อสัตย์ของตน การรักษาความซื่อสัตย์ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เขาทำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเขา
มารต้องการทำลายเสาหลักทั้งห้านี้ เพราะหากโยบละทิ้งเสาหลักเหล่านี้ เขาก็จะสูญเสียตัวตนและรากฐานแห่งความเชื่อ
สำหรับคริสเตียน เสาหลักทั้งห้าประการนี้เปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของชีวิตฝ่ายวิญญาณ เราไม่ได้รักษาความดีและความเชื่อเฉพาะเวลาที่ทุกอย่างราบรื่น แต่ต้องยืนหยัดแม้ในวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
เราติดตามพระเจ้าเพราะพระพรหรือเพราะเชื่อว่าพระองค์ทรงดี
คำกล่าวหาของมารคือ มนุษย์รักพระเจ้าเพราะได้รับพระพร หากพระพรหายไป มนุษย์ก็จะทิ้งพระองค์
แต่ชีวิตของโยบแสดงให้เห็นว่าความเชื่อที่แท้จริงไม่ได้ตั้งอยู่บนสิ่งที่ได้รับเท่านั้น
การปรารถนาพระพรไม่ใช่เรื่องผิด เราทุกคนต้องการให้พระเจ้าอวยพรและดูแลชีวิต แต่เหตุผลที่เราติดตามพระองค์ไม่ควรมีเพียงเรื่องทรัพย์สิน สุขภาพ หรือความสำเร็จ
เราติดตามพระเจ้าเพราะเชื่อว่าพระองค์ทรงดีและทรงเปี่ยมด้วยพระคุณ แม้ในช่วงเวลาที่เรายังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
โยบเข้าใจผิดบางส่วนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมาจากพระเจ้า แต่แม้ในความเข้าใจที่จำกัดนั้น เขายังคงเลือกไม่กล่าวร้ายต่อพระองค์ เมื่อภรรยากดดันให้เขาทิ้งพระเจ้า โยบตอบในโยบ 2:10 ว่า เมื่อมนุษย์รับสิ่งดีจากพระเจ้าได้ ก็ควรยอมรับวันที่มีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นด้วย
โยบคำนวณในใจแล้วว่า ตลอดชีวิตเขาได้รับสิ่งดีมากมาย และเขาจะไม่ทิ้งพระเจ้าเพราะช่วงเวลาแห่งความทุกข์
เมื่อหาคำตอบไม่ได้ เราจะตอบสนองต่อปัญหาอย่างไร
ในเวลาที่พบปัญหา เราอาจไม่รู้ว่าปัญหานั้นมาจากไหน
บางครั้งดูเหมือนมาจากคนอื่น บางครั้งมาจากภัยธรรมชาติ บางครั้งมาจากความผิดพลาดของเรา และบางครั้งอาจเป็นการทดลองที่มุ่งทำลายความเชื่อ เราอาจพยายามหาคำตอบ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ปัญหานี้มาจากไหน” แต่คือ “เราจะตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร”
เมื่อสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เราสามารถตรวจสอบตนเองได้ดังนี้
- มีความผิดพลาดหรือความไม่รอบคอบส่วนใดที่เราควรแก้ไขหรือไม่
- เรากำลังกล่าวโทษพระเจ้าโดยยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดหรือไม่
- ข่าวร้ายและคำพูดของคนอื่นกำลังกัดกร่อนความเชื่อของเราหรือไม่
- เรากำลังจะละทิ้งความดีเพราะไม่ได้รับผลตอบแทนทันทีหรือไม่
- เสาหลักด้านใดในชีวิตกำลังถูกโจมตีมากที่สุด
- เรายังยึดมั่นในพระเจ้าและสามัคคีธรรมกับคริสตจักรอยู่หรือไม่
เราอาจไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ทั้งหมด แต่สามารถเลือกได้ว่าจะรักษาความเชื่อ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์ไว้อย่างไร
พระเจ้าทรงรื้อฟื้นโยบให้กลับคืนสู่สภาพดี
เรื่องราวของโยบไม่ได้จบลงที่ความสูญเสีย
โยบ 42 บันทึกว่าพระเจ้าทรงรื้อฟื้นชีวิตของโยบ และทรงอวยพรบั้นปลายของเขามากกว่าช่วงแรก โยบมีชีวิตต่อไปอีก 140 ปี และได้เห็นลูกหลานถึงสี่ชั่วอายุคน
การรื้อฟื้นของโยบไม่ได้เกิดขึ้นในทันที เขาต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด การตั้งคำถาม และการสนทนาที่ยาวนานก่อนจะมาถึงวันที่ชีวิตได้รับการฟื้นฟู
ในชีวิตของเรา การกลับคืนสู่สภาพดีอาจต้องใช้เวลาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูด้านการเงิน สุขภาพ ชื่อเสียง ความสัมพันธ์ ความมั่นคง โอกาส หรือกำลังฝ่ายวิญญาณ
สิ่งสำคัญคืออย่าทิ้งพระเจ้าในระหว่างกระบวนการนั้น
ตราบใดที่เรายังยึดมั่นในพระองค์ ยังอยู่ในความสัมพันธ์กับคริสตจักร ยังแสวงหาการรู้จักพระเจ้ามากขึ้น และยังรักษาเสาหลักแห่งความเชื่อ เราสามารถมีความหวังว่าพระองค์จะทรงนำเราไปสู่การกลับคืนสู่สภาพดี
เบื้องปลายดีกว่าเบื้องต้น
“เบื้องต้น” ของโยบหมายถึงช่วงเวลาก่อนการทดลอง ซึ่งเขามีทรัพย์สิน ครอบครัว และความมั่นคงมากมาย ส่วน “เบื้องปลาย” คือชีวิตหลังจากผ่านการทดลองและได้รับการรื้อฟื้นจากพระเจ้า
พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าทรงอวยพรเบื้องปลายของโยบมากกว่าเบื้องต้น
นี่ไม่ได้หมายความว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่มีความหมาย หรือความเจ็บปวดสามารถถูกมองข้ามได้ แต่แสดงให้เห็นว่าความทุกข์ไม่จำเป็นต้องเป็นบทสุดท้ายของชีวิต
หากวันนี้เรากำลังสูญเสียบางสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเงิน ชื่อเสียง ความสัมพันธ์ ทรัพย์สิน สุขภาพ โอกาส หรือกำลังฝ่ายวิญญาณ เราสามารถอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงรื้อฟื้นชีวิตของเราได้
เราอาจยังไม่เห็นคำตอบทันที แต่สามารถรักษาความหวังและกล่าวกับพระเจ้าว่า
- เราจะไม่ทิ้งพระองค์
- เราจะไม่ทิ้งสิ่งที่เชื่อ
- เราจะไม่ทิ้งความดีเพราะความผิดหวัง
- เราจะไม่ทิ้งคริสตจักรและการสามัคคีธรรม
- เราจะสร้างเสาหลักแห่งความเชื่อให้มั่นคงยิ่งขึ้น
สรุป: คนดีทำไมต้องเจอความทุกข์
เหตุผลที่สิ่งไม่ดีสามารถเกิดขึ้นกับคนดีได้ เพราะการทำดีและการเกิดปัญหาเป็นคนละเรื่องกัน ปัญหาอาจเกิดจากความผิดพลาดของเรา การกระทำของคนอื่น เหตุการณ์ธรรมชาติ หรือการทดลองที่มุ่งทำลายความเชื่อ
ชีวิตของดาวิดสอนให้เรารับผิดชอบทุกด้านของชีวิต ส่วนชีวิตของโยบสอนให้เรายืนหยัด แม้ไม่สามารถอธิบายความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้
มารใช้ทั้งคนอื่น การสูญเสียทรัพย์สิน ภัยธรรมชาติ ความเจ็บป่วย ข่าวร้าย ความอับอาย และแรงกดดันจากคนใกล้ชิด เพื่อทำให้โยบทิ้งพระเจ้า แต่โยบยังรักษาเสาหลักทั้งห้าของชีวิต ได้แก่ ความดีและความรอบคอบ ความเที่ยงธรรม การยำเกรงพระเจ้า การหันจากความชั่ว และความซื่อสัตย์
เมื่อเราไม่รู้ว่าปัญหามาจากไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร
วันนี้ขอให้เรากลับไปอ่านโยบ บทที่ 1–2 และบทที่ 42 พร้อมสำรวจว่าเสาหลักใดในชีวิตของเราต้องได้รับการเสริมสร้าง ขอให้เรายึดมั่นในพระเจ้า ไม่ปล่อยให้ความทุกข์ทำลายตัวตนและความเชื่อ และมีความหวังว่าพระองค์ยังทรงสามารถรื้อฟื้นชีวิตของเราให้เบื้องปลายดีกว่าเบื้องต้นได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความทุกข์ของคนดี
1. ทำไมสิ่งไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับคนดี
เพราะการทำดีไม่ได้ทำให้มนุษย์พ้นจากความผิดพลาดของตนเอง การกระทำของคนอื่น ภัยธรรมชาติ หรือการทดลอง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความเสมอไปว่าคนนั้นทำผิดหรือพระเจ้าไม่ทรงรักเขา
2. ความทุกข์ทุกอย่างมาจากพระเจ้าหรือไม่
ไม่ควรสรุปว่าความทุกข์ทุกอย่างมาจากพระเจ้า ในเรื่องของโยบ ผู้ส่งข่าวเข้าใจว่าไฟที่เผาฝูงสัตว์มาจากพระเจ้า แต่ผู้อ่านทราบตั้งแต่ต้นว่ามารอยู่เบื้องหลังการทดลอง
3. โยบทำผิดอะไรจึงต้องพบกับความทุกข์
ข้อความระบุว่าโยบเป็นคนดี รอบคอบ เที่ยงธรรม ยำเกรงพระเจ้า และหันจากความชั่ว ความทุกข์ของเขาไม่ได้เกิดจากความผิดที่เรื่องราวเปิดเผย แต่เกิดจากการทดลองที่มุ่งให้เขาทิ้งความเชื่อ
4. มารใช้วิธีใดในการทดลองโยบ
มารใช้คนอื่นมาปล้นและทำร้ายคนรับใช้ ทำลายทรัพย์สิน ใช้ภัยธรรมชาติ นำข่าวร้ายต่อเนื่องมาให้โยบ ทำให้เขาเจ็บป่วยและอับอาย รวมทั้งใช้ภรรยามากดดันให้เขาทิ้งพระเจ้า
5. เสาหลักห้าประการในชีวิตของโยบคืออะไร
เสาหลักทั้งห้า ได้แก่ การเป็นคนดีและรอบคอบ ความเที่ยงธรรม การยำเกรงพระเจ้า การหันจากความชั่ว และการยึดมั่นในความซื่อสัตย์
6. คริสเตียนควรตอบสนองอย่างไรเมื่อหาสาเหตุของปัญหาไม่ได้
ควรตรวจสอบความรับผิดชอบของตนเอง หลีกเลี่ยงการกล่าวโทษพระเจ้าโดยไม่มีความเข้าใจ รักษาความเชื่อ ยึดมั่นในความดี และพิจารณาว่าเสาหลักด้านใดของชีวิตกำลังถูกโจมตี
7. เรื่องของโยบให้ความหวังอย่างไร
เรื่องของโยบแสดงว่าความทุกข์ไม่จำเป็นต้องเป็นบทสุดท้าย พระเจ้าทรงรื้อฟื้นชีวิตของโยบ อวยพรเบื้องปลายมากกว่าเบื้องต้น และให้เขาได้เห็นลูกหลานถึงสี่ชั่วอายุคน
📖 อ่านคำเทศนาอื่น ๆ ในชุดนี้
ดูคำเทศนาเพิ่มเติม: คำเทศนาออนไลน์ทั้งหมด | พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม | พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ | หมวดหมู่คำเทศนาทั้งหมด | ชุดคำเทศนา (Series) | รวมผู้เทศนา